ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

 
การค้นหาขั้นสูง

149746 กระทู้ ใน 4436 หัวข้อ- โดย 847 สมาชิก - สมาชิกล่าสุด: axlrose

28 พฤษภาคม 2024 | 08:45:36 AM
Thai Progressive Rock CommunityThaiProgKeep Talkingส่งแรงใจไปถึงSyd Barett มาลงนามความซึ้ง
หน้า: [1]
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: ส่งแรงใจไปถึงSyd Barett มาลงนามความซึ้ง  (อ่าน 4701 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
♫ phil_wc ♫
Phi
Blade Runner
*****
เพศ: ชาย
กระทู้: 2083


นักดนตรีบ้าบอ

chupawicht@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« เมื่อ: 05 พฤศจิกายน 2007 | 10:52:24 PM »

หากไม่มีวงดนตรีที่ชื่อ Pink Floyd ก็จะไม่มีทุกสิ่งที่เป็นผมในทุกวันนี้
วงดนตรีที่มีผู้ให้กำเนิดที่ชื่อ Syd Barrett
ชื่อนี้ได้มากระทบความรู้สึกของผมอีกครั้ง เมื่อมี SMS มาถึงโทรศัพท์มือถือของเจ้านายผม ท่ามกลางการประชุมกองบรรณาธิการที่กำลังเคร่งเครียดและฮาเฮสลับๆ กันไปพักใหญ่
“บอย ตรัย ส่งแมสเสจมาบอกว่า Syd Barrett ตายแล้ว” คำพูดแผ่วเบาหลุดออกมาจากปากของนายร่างใหญ่
 “หา” ส่งผลให้เกิดคำอุทานนี้ขึ้นจากปากของแฟนเพลง Pink Floyd เช่นผม และน้องใหม่ในกอง อย่างไม่อาจสะกดกลั้น
Roger Keith Barrett เสียชีวิตในวันที่ 7 กรกฎาคม 2549 ด้วยอาการแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน รวมสิริอายุได้ 60 ปี
 
หนึ่งปีเต็ม ภายหลังจากที่ผมเคยเขียนถึงเขาลงในนิตยสาร DDT ที่ตัวเองสังกัดและดูแลอยู่
 .......
 
 Syd Barrett เสียงหัวเราะของพัชระคลั่งอันวิจิตร
ในช่วงไม่กี่ปีหลังจากศตวรรษที่ 20 ที่เต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย และการเปลี่ยนแปลง มีวงร็อกวงหนึ่งที่มีชื่อแสนธรรมดาว่า American Hi-Fi ได้บัญญัติวลีเท่ๆ หนึ่งขึ้นมาในชื่ออัลบั้มชุดที่สองของพวกเขาว่า “The Art of Losing” ที่มีความหมายแบบตรงตัวว่า ศิลปะแห่งการแพ้พ่าย
 หากการแพ้คือสิ่งที่ไม่มีใครร้องเพรียกหา ไฉนเลยจึงจะมีใครที่อยากจะน้อมรับสิ่งนี้เอาไว้ และถูกตราหน้าเอาไว้ว่าเป็น ผู้พ่าย (Loser) โดยมิต้องพูดถึงการแสวงหาคำว่า “ศิลปะ” จากคำหรือสถานการณ์อันล้มเหลวนี้เลยด้วยซ้ำ
 แต่ในโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขันและเอาตัวรอด ความไม่แน่นอนก็อาจเป็นความแน่นอนขึ้นมาได้
 และหากโลกนี้บทบันทึกที่ว่าด้วยรายชื่อผู้พ่ายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล หนึ่งหน้าในนั้นย่อมไม่อาจขาดชื่อของ Syd Barrett ไปได้
 ร่ายมาเพียงเท่านี้ คนที่อายุน้อยกว่าวัยเบญจเพสลงไปคงจะยังไม่คลางแคลงความสงสัย ว่าเรากำลังพูดถึงใครกันอยู่ แล้วถ้าอธิบายแบบนี้ล่ะ?
 .......
 กับความยิ่งใหญ่ของวงดนตรีโปรเกรสซีฟร็อกนาม Pink Floyd ตลอดยุค 70s มาจนถึงปัจจุบัน
 กับความยืนยงของอัลบั้ม Dark Side of the Moon ที่เดินทางอยู่ในชาร์ตเพลงฮิตยาวนานกว่า 700 สัปดาห์
 กับความตื่นตาระคนตื่นใจของการพังทลายของกำแพงก้อนอิฐ ณ ช่วงท้ายสุดของคอนเสิร์ต The Wall ในช่วงต้นยุค 80s
 กับความเป็นตำนานที่ชื่อ Pink Floyd ได้รับการจารึกชื่ออยู่ในหอคอยเกียรติยศของชนร็อกแอนด์โรลอย่าง Rock and Roll Hall of Fame แบบเต็มภาคภูมิในปี 1996
 ทั้งหมดที่กล่าวมาอาจไม่เกิดขึ้นเลย ถ้าไม่มีผู้ชายร่างบอบบางอ่อนไหวที่ชื่อ Syd Barrett
 …….
 ย้อนกลับไปในช่วงปลายยุค 40s จนถึงต้นยุค 60s Roger Keith Barrett ได้เติบโตขึ้นในแคมบริดจ์ ลอนดอน ประเทศอังกฤษ พร้อมด้วยความรักในดนตรีและศิลปะ โดยได้รับความสนับสนุนอย่างเต็มที่จากคุณแม่ของเขา เพื่อทดแทนการสูญเสียคุณพ่อของเขาไปอย่างกะทันหัน เสียงกีตาร์ของ Barrett ในช่วงเริ่มแรกหนุ่มนั้นยังเต็มไปด้วยคราบไคลของสำเนียง Keith Richard แห่ง The Rolling Stones เช่นเดียวกับมือกีตาร์สมัครเล่นอีกมากมายในประเทศอังกฤษ
 จวบจนย่างเข้าปี 1965 Barrett ก็ได้ตั้งวงของเขาขึ้นมาร่วมกับเพื่อนๆ อย่าง Roger Waters, Richard Wright, Nick Mason และสมาชิกขาจรรายอื่นๆ ท่ามกลางชื่อวงที่หลากหลาย อาทิ Sigma 6, the Architectural Abdabs และ the Abdabs เป็นต้น ระหว่างนี้เองที่เขาได้รับชื่อเล่น “Syd” มาจากเพื่อนๆ และกลายมาเป็นชื่อที่อนาคตสาวกที่ชื่นชมในตัวเขาประทับเอาไว้ในความทรงจำอย่างไม่รู้เลือน เช่นเดียวกับชื่อ Pink Floyd ที่ Barrett นำชื่อบลูส์แมน 2 คนคือ Pink Anderson กับ Floyd Council มาใช้เรียกวงดนตรีของเขา
 วงจรของการเกิดดับที่ชัดเจน รวดเร็ว และอื้อฉาวที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ร็อกแอนด์โรลก็เริ่มขึ้นจากตรงนี้
 เมื่อ Barrett ได้พา Pink Floyd ก้าวเข้าสู่มหรรณพแห่งดนตรีไซคีเดลิคในปี 1967 ด้วยซิงเกิ้ลแรก Arnold Layne ที่มีเนื้อหาว่าด้วยเรื่องราวของโจรขโมยชุดชั้นในผู้หญิง ซึ่งถูกแบนในเวลาไม่นาน กระนั้นก็ไม่อาจหยุดยั้งความนิยมในซิงเกิ้ลนี้ได้ รวมทั้ง See Emily Play ซิงเกิ้ลที่สอง และ The Piper at the Gates of Dawn อัลบั้มชุดแรกของวงได้
 แต่เพียงหนึ่งปีให้หลังความสำเร็จของ Barrett และ Pink Floyd ก็คล้ายจะคลอนลง
เบื้องหลังความสำเร็จในความคิดสร้างสรรค์ของ Barrett ส่วนหนึ่งมาจากมายาภาพที่เกิดจากการเสพแอลเอสดีที่ค่อยๆ เพิ่มปริมาณขึ้นตามวันเวลาและความสำเร็จที่ท่วมทวีขึ้นเรื่อยๆ กอปรกับ “ชื่อเสียง” ที่ทับถมจนกระทั่ง Barrett ไม่สามารถรองรับได้อีกต่อไป และหันไปเสพยามากขึ้นๆ ในขณะเดียวกับที่เริ่มตัดขาดจากเพื่อนร่วมวงและโลกภายนอกมากขึ้นเรื่อยๆ
ในที่สุด Barrett ก็หลุดเข้าสู่โลกส่วนตัวอย่างถาวร เขาลาออก (หรือโดนไล่ออก) จากวง ก่อนที่จะมีผลงานเดี่ยวออกมา 2 ชุดในปี 1970 คือ The Madcap Laughs และ Barrett ทั้งสองชุดไม่รับความสำเร็จเหมือนเมื่อครั้ง Pink Floyd และ Barrett ก็ค่อยๆ หายหน้าไปในเวลาไม่นานหลังจากนั้น
 ทว่าท่ามกลางความเงียบงันนี่เอง Barrett ในสภาพอ้วนฉุได้เข้าไปเยี่ยมเยียนอดีตเพื่อนร่วมวงของเขาที่ห้องอัด Abbey Road โดยที่ไม่มีใครในที่นั้นจดจำเขาได้ แต่ทันทีที่ชาวฟลอยด์สีชมพู โดยเฉพาะ Waters ทราบถึงความจริงอันนี้ ความรู้สึกอันไม่อาจอธิบายได้มาจุกอยู่ที่คอหอยของพวกเขา โดยเฉพาะเมื่อนึกถึงคำพูดสุดท้ายของ Barrett ที่กล่าวเอาไว้ก่อนที่เขาจะเดินจากไปว่า “ถ้ามีอะไรให้ช่วยเหลือ ก็บอกกันได้นะ”
 ความเศร้าสร้อยในครั้งนั้นได้ถูกถ่ายทอดลงในบทเพลง Shine on You Crazy Diamond และ Wish You Were Here ในอัลบั้ม Wish You Were Here ในปี 1975 ถือเป็นการรำลึกถึงเพื่อนเก่าของพวกเขาที่ต้องร่วงหล่นจากยอดเขาแห่งชื่อเสียงด้วยความอ่อนไหวและอ่อนเยาว์ต่อโลกอันโหดร้าย ในขณะเดียวกัน Barrett ก็กลายมาเป็นตำนานของการแพ้พ่ายที่ชวนหลงใหลของคนจำนวนมาก จากชิ้นงานที่งดงามด้วยศิลปะของความคุ้มคลั่ง ของอัจฉริยะที่ปัจจุบันใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายอยู่ในอังกฤษ ปล่อยให้เรื่องราวของเขากลายไปเป็นเรื่องเล่าขานแห่งความหลัง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับอัลบั้ม The Piper at the Gates of Dawn ที่ถือได้ว่าเป็นแบบพิมพ์เขียวชั้นเลิศของดนตรีแนวฟุ้งเฟ้อไปด้วยภาพฝันอย่างไซคีเดลิคตราบจนทุกวันนี้
กับเสียงกีตาร์ที่คลุ้งกลิ่นโอสถหลอนจิตใน Interstellar Overdrive, Pow R. Toc H. ที่แฟนเพลงในปลายยุค 60s เคยสดับนานนับชั่วโมง หรือท่วงท่าลีลากรีดกรายยามร้องเพลง Astronomy Domine ผสานกับความเปราะบางทว่าลุ่มลึกของ Chapter 24 หรือ The Scarecrow คือตัวตนของ Barrett กับ Pink Floyd ในช่วงแสวงหาอย่างแท้จริง ที่ไม่ว่าความสำเร็จนับจากนั้นจะมาจาก Waters หรือว่า Dave Gilmour เพื่อนเก่าที่มาแทนที่ตำแหน่งของเขาใน Pink Floyd ก็ตามที แต่ไม่มีใครหลงลืมที่จะจดจำว่า ต้นกำเนิดของวงโปรเกรสซีฟร็อกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดวงหนึ่งของโลกวงนี้มีที่มาจากที่ไหน และเพราะใคร
ถ้าไม่ใช่บุคคลที่ได้รับการขนานนามในภายหลังว่า “พัชระคลั่ง” ที่แสนวิจิตรเม็ดนี้ ยิ้มกว้างๆ
(เผยแพร่ครั้งแรกใน นิตยสาร DDT ฉบับที่ 7 กรกฎาคม 2548)
 ........
แม้ไม่อาจเรียกได้ว่า เสียใจ แต่การเสียชีวิตของอดีตอัจฉริยะคนนี้ก็สร้างความสะเทือนจิตใจให้กับผมได้ในระดับที่เรียกว่า “ใจหาย” เลยทีเดียว
เพราะสำหรับผม ผลลัพธ์ที่ปลายทางในวันนี้ของผม โดยเฉพาะหน้าที่การงาน ล้วนมีจุดเริ่มต้นจากบทเพลงจำนวนมากมายของวง Pink Floyd
วงที่ผมเคยรู้สึกหวั่นเกรงในผลงาน หลังจากที่คุณแม่ของผมเปิดเทปซาวนด์แทร็กภาพยนตร์สารคดีเรื่อง The Body ที่จ่าหน้าปกว่าเป็นผลงานการสร้างสรรค์ของ Ron Geesin กับ Roger Waters แห่ง Pink Floyd ซึ่งดนตรีเนื้อในนั้น เต็มไปด้วยสารพันซาวนด์เอฟเฟกต์ เสียงร้องประสานแปลกๆ และดนตรีบรรเลงที่น่าสะพรึงกลัวเป็นที่สุด สำหรับเด็กผู้ชายอายุ 12 ขวบเช่นผม และความคิดนั้นยิ่งถูกทำตอกย้ำยิ่งขึ้น เมื่อผมได้ชมคอนเสิร์ต The Wall Live In Berlin ของ Roger Waters แล้วได้พบกับหุ่นประกอบฉากขนาดยักษ์ที่หน้าตาไม่เหมือนกับหุ่นยนต์กันดั้มเลยแม้แต่น้อย ในขณะที่เพลงอย่าง ‘Another Brick In the Wall (Part 2)’ ก็ไม่มีท่วงทำนองที่ไพเราะเสนาะหู เหมือนอย่างเพลงของ Bon Jovi ที่ผมเริ่มติดตามฟังไปได้ไม่นานนัก แม้สักกระผีก
 
Pink Floyd จึงเปรียบเป็นยาขมที่ผมไม่พึงเป็นมิตรด้วย ไม่ว่าจะในกรณีใดๆ สิ่งเดียวที่หลงเหลืออยู่ในความคิดของผมในตอนนั้นก็คือ
“วงนี้แม่งคิดอะไรกันอยู่วะ”
แต่แล้วด้วยโชคชะตาหรืออะไรก็เหลือที่จะเดา ในขณะที่ผมกำลังนั่งรอพ่อแม่ลงไปซื้อของ ตอนที่ครอบครัวเราเดินทางจากบ้านที่ชลบุรีไปดูบ้านที่เมืองทองธานี ซึ่งกำลังโปรโมตกันอย่างหนัก สถานีวิทยุก็เปิดเพลงๆ หนึ่งขึ้น แล้วพี่สาวของผมก็บอกขึ้นมาว่า
“นี่ไงเพลงของ Pink Floyd”
เพลงนั้นคือ ‘Another Brick In the Wall (Part 2)’
 
ซึ่งอาจเพราะวุฒิภาวะที่เพิ่มพูนขึ้นอีกนิด ในระยะเวลาไม่กี่เดือน ผมก็เริ่มรู้สึกว่า
“มันก็ฟังรู้เรื่องเป็นเพลงนี่หว่า”
หลังจากนั้น พอกลับถึงบ้าน ผมก็ไปค้นเอาเทปซาวนด์แทร็ก The Body มาฟังอีกครั้ง แล้วก็เริ่มถลำลึกเข้าไปทีละน้อย และทิ้งเพลงแฮร์แบนด์อย่าง Bon Jovi หรือ Europe ที่ผมเริ่มต้นมาพร้อมกับพี่สาวเอาไว้เบื้องหลัง
ผมเริ่มหันมาสนใจวง Pink Floyd อย่างจริงจัง (พร้อมๆ กับเกรดภาษาอังกฤษที่พุ่งสูงขึ้น)
และได้เริ่มอ่านเรื่องราวของพวกเขาจากนิตยสารดนตรีที่พี่สาวซื้อมาคือ บันเทิงคดี จนเริ่มรู้จักในระดับหนึ่งว่า Roger Waters กับ Pink Floyd นั้นแยกทางกันเดินแล้วด้วยจุดจบที่ไม่ดีนัก และพอทราบว่า คนนี้คือ Roger คนนี้คือ Dave คนนี้คือ Rick คนนี้ Nick คนนี้ Syd

แต่ก็ไม่ได้รู้เรื่องราวลึกซึ้งอะไรยิ่งกว่านั้น

ไม่นาน ผมก็ได้เทปอัลบั้ม Dark Side of the Moon ของวงมาครอบครอง

พูดตามตรง ด้วยพื้นฐานจากเพลงวงแฮร์แบนด์ งานรวมฮิตของ The Beatles และเทปรวมเพลงม้วนละ 20 บาทของที่บ้าน ด้วยความที่มันเป็นคอนเส็ปต์อัลบั้มที่ดนตรีจะต่อเนื่องกันหมด ผมจึงไม่สามารถรับรู้ได้ในทันทีว่า เพลงในด้านเอที่จบไปนั้นเป็นเพลง 5 เพลง ไม่ใช่เพลงเดียวอย่างที่ผมคิด (เคยกระทั่งคุยกับพ่อว่า สงสัยจะโดนหลอก เพราะมีแค่เพลงเดียวเอง สงสัยอีก 4 เพลงโดนมือดีอัดทับไปแล้ว) แต่หลังจากนั้นด้วยความพยายามอย่างสูงสุดเท่าที่สมองเด็ก ม.1 จะรับได้ ในที่สุดผมก็สามารถรับอัลบั้ม Dark Side of the Moon ได้อย่างเข้าใจและมีความสุข ก่อนที่จะตามมาด้วยอัลบั้มชุดอื่นๆ ของวงเท่าที่ร้านโซล่าร์เฮ้าส์ เซ็นทรัล ลาดพร้าวจะเอามาโชว์บนแผง
กระทั่งผมได้อ่านสกู๊ปขนาดยาวเรื่อง ‘The Dark Side of Pink Floyd’ ในบันเทิงคดี ผมก็เริ่มสนอกสนใจผู้ก่อตั้งวงที่ชื่อ Syd Barrett เพราะในสกู๊ปนั้นว่าด้วยเรื่องราวของจุดเริ่มต้นของ Pink Floyd อัลบั้มชุดแรกของวงที่ถูกกล่าวถึงอย่างเลอเลิศ จน Syd ได้กลายเป็นดาวในแวดวงดนตรีอังกฤษในช่วงสมัยแห่งไซคีเดลิค ก่อนที่ดาวดวงนี้จะร่วงลงมาอย่างเร็ว และแรง เกินกว่าที่ใครจะกล้าจินตนาการ และลับไปในที่สุด
ด้วยเหตุนี้เป้าหมายถัดไปของผมจึงเป็นอัลบั้ม The Piper at the Gate of Dawn งานเพลงที่สกู๊ปนั้น และคนจำนวนมากทั้งร่วมยุคและต่างสมัยให้การยกย่อง
แต่ด้วยความสัตย์จริง ผมไม่ได้รู้สึกชื่นชอบอัลบั้มชุดนี้มากมายเท่า Dark Side of the Moon หรือ The Wall ทั้งตอนนั้นถึงตอนนี้
ในช่วงวันที่แรกฟังนั้นผมจึงสงสัยอยู่เสมอๆ ว่า เพราะเหตุใด อัลบั้มหนึ่งชุด กับเวลาอีกเพียงหนึ่งปี น้อยๆ สั้นๆ แค่นี้จึงทำให้คนๆ หนึ่งกลายเป็นตำนานให้คนเล่าขานได้ไม่รู้จักจบจักสิ้น?
ในขณะที่ทุกวันนี้ผมตระหนักและสำเหนียกถึงความยอดเยี่ยมของอัลบั้มชุดนี้ และอัจฉริยภาพของ Syd แล้ว
ด้วยเหตุนี้ จึงไม่ต้องสงสัยว่า นิคเนมที่ว่า syd329 ในอีเมล์ Hotmail ของผมนั้นมีที่มาจากอะไร
David Bowie เคยพูดเอาไว้ว่า “สำหรับเขา Pink Floyd ก็คือ Syd Barrett”
แต่สำหรับผมแล้ว
หากไม่มีผู้ชายที่ชื่อ Syd Barrett ก็จะไม่มีทุกสิ่งที่เป็น Pink Floyd ตั้งแต่อดีตจวบจนวันนี้
หลับให้สบายนะครับ Syd
เราจะไม่มีวันลืมคุณ
Shine On You - Crazy Diamond


--------------------------------------------------
ซึ้งล่ะสิ

ไปเจอที่เวบไหนก็ไม่รุ จำไม่ได้
บันทึกการเข้า

Floydian_Oak
Global Moderator
Fragile
*****
เพศ: ชาย
กระทู้: 385


Webmaster


ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: 05 พฤศจิกายน 2007 | 11:18:55 PM »

Shine on you Crazy Diamond ซึ้งจริงๆครับ
บันทึกการเข้า

ขอบคุณสมาชิกและผู้เยี่ยมชมเว็บทุกท่าน ที่ให้การตอบรับเว็บไซต์ของเราด้วยดีเสมอมาครับ
The child is grown, the dream is gone.
.. polotoon ..
The Snow Goose
**********
กระทู้: 18602



ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: 06 พฤศจิกายน 2007 | 12:38:01 PM »

ชอบ syd นะครับ เมื่อก่อนฟังแล้วเบื่อดีจริงๆ เดี๋ยวนี้ฟังแล้วมันส์ (ในอารมณ์ ) มาก ..    ยิ้ม
บันทึกการเข้า

ปีศาจลายคราม
The Snow Goose
**********
เพศ: ชาย
กระทู้: 14415


Reap What You Sow


ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: 06 พฤศจิกายน 2007 | 01:02:14 PM »

น่าเศร้าที่ตั๋วไปสู่ดวงดาวที่ Syd ได้ถือไว้นั้นช่างสั้นนัก -- ขอไว้อาลัยต่อการจากไปของเขาครับ (RIP)
บันทึกการเข้า
kongbei
Administrator
The Snow Goose
*****
เพศ: ชาย
กระทู้: 6534


ขงปี่

pink_floyd@thaiprog.net
ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #4 เมื่อ: 06 พฤศจิกายน 2007 | 05:13:09 PM »

ถ้าซิดยังอยู่ อาจจะไม่มี DSOTM ก็ได้

RIP ...
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
พิมพ์
กระโดดไป:  

ThaiProg.net Ver 4.0 by tisanai,Shineon,kongbei
Top 10 Best Sellers in Kindle eBooks Reviewer 2016 Top 10 Best Sellers In Automotive Parts And Accessories Reviewer 2016 Top 10 Best Sellers in Tools and Home Improvement Under $10, Reviewer 2016
Top 10 Best Sellers in Clothing for 2017 Top 10 Best Sellers in Clothing Best Sellers in Clothing
Top 10 Best Sellers in Books reviewer 2017 Top 10 Best Sellers in Books Best Sellers in Books
Top 10 Best Sellers In Best Sellers In Grocery Reviewer 2017 Top 10 Best Sellers In Best Sellers In Grocery Best Sellers In Grocery