ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

 
การค้นหาขั้นสูง

149170 กระทู้ ใน 4421 หัวข้อ- โดย 847 สมาชิก - สมาชิกล่าสุด: axlrose

31 มกราคม 2023 | 04:35:06 PM
Thai Progressive Rock CommunityThaiProgAny Colour You LikeJourney to Ochanomizu, Tokyo / ไปซื้อกีตาร์ที่โตเกียวกับ Layla F Mulder
หน้า: [1]
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: Journey to Ochanomizu, Tokyo / ไปซื้อกีตาร์ที่โตเกียวกับ Layla F Mulder  (อ่าน 15715 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Layla F Mulder
Administrator
Blackfield
*****
เพศ: ชาย
กระทู้: 3603


Without appreciation, the music isn't worth.

basnaphon@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« เมื่อ: 13 พฤษภาคม 2012 | 09:16:24 PM »

Journey to Ochanomizu, Tokyo
by Layla F Mulder
From Japan Trip on 21-28 Apr 2012

เมื่อช่วงเดือนที่แล้วถือเป็นโอกาสอันดีของผมที่ได้ไปท่องเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกกับครอบครัว ซึ่งเป็นการไปกับทัวร์ที่บริษัทจัดไว้ให้ โดยช่วงเวลาที่ไปคือ 21-28 เมษายน 2012 กินเวลาไปประมาณหนึ่งอาทิตย์เต็มๆ ซึ่งก็ไปหลายเขต หลายจังหวัดของญี่ปุ่น โดยเริ่มต้นที่ Tokyo >  Honshu > Nagoya > Kyoto > Osaka และแน่นอนว่าไฮไลท์ของผมอยู่ในวันแรกที่ไปถึงญี่ปุ่นเลย นั่นก็คือ Tokyo

นอกจาก Tokyo จะมีสิ่งที่น่าสนใจอย่างที่คนส่วนใหญ่พอจะคุ้นเคยกันแล้ว เช่น ย่านการค้า การแต่่งตัวของบรรดาวัยรุ่น เสื้อผ้า เครื่องสำอาง อุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์ ร้านราเม็ง สาวสวย และเด็กนักเรียนแล้ว สิ่งนึงที่ผมจะพลาดไม่ได้เลยนั่นก็คือ กีตาร์ เป็นที่ทราบกันดีกว่าญี่ปุ่นเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ถือเป็นแหล่งกีตาร์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้การซื้อกีตาร์ที่ประเทศญี่ปุ่นแตกต่างออกไปจากที่อื่นก็คือ สินค้าหลายๆ อย่างที่เป็นของประเทศญี่ปุ่นผลิตเองนั้น จะไม่มีนโยบายให้ Export ออกไปขายต่างประเทศ ทำให้หาซื้อได้ยากลำบากกว่ากีตาร์ที่ผลิตจากประเทศอื่นๆ พอสมควรเลยทีเดียวครับ และแบรนด์ที่เป็นอีกแบรนด์สุดรักของผมก็อยู่ที่นี่เช่นเดียวกันครับ คงพอจะเดากันได้ไม่ยากแล้วใช่ไหมล่ะครับ ว่ามันคือ Fender Japan นั่นเอง

มีหลายคนอาจจะงงกับแบรนด์ของ Fender กันว่า มันมีผลิตกี่ที่กันแน่เหรอ? เห็นเรียกกันมากมายให้เยอะไปหมด ถ้าเช่นนั้นผมจะสรุปแยกแบ่งตามเรนจ์ราคาให้ลองดูกันง่ายๆ ดังนี้ครับ

  • Fender US - กีตาร์เกรดสูงสุดของ Fender ที่ยังเป็นไลน์ Production อยู่ (สูงไปกว่านั้นคือเป็นระดับ Custom Shop) Price Range อยู่ที่ 30,000 - 80,000 บาท
  • Fender Mexico - กีตาร์เกรดปานกลางของ Fender ยังคงควบคุมการผลิตทุกอย่างโดย FMIC แต่ย้ายฐานการผลิตมาอยู่ที่ Mexico เพื่อต้นทุนที่ต่ำลง Price Range อยู่ที่ 18,000 - 40,000 บาท
  • Squier by Fender - กีตาร์ราคาประหยัด ที่ผลิตภายใต้ชื่อแบรนด์ลูกของ Fender ในนาม Squier มีฐานการผลิตทั้งที่ จีน และอินโดนีเซีย โดยยังใช้เสปคและแบบต่างๆ จาก FMIC เพียงแต่ใช้วัสดุที่เป็นเกรดรองลงมา และใช้ฐานการผลิตในเอเซียเพื่อให้ต้นทุนต่ำลงไปอีก Price Range อยู่ที่ 4,000 - 14,000 บาท

จะให้ได้ว่ากีตาร์ Fender ทั้งสามกลุ่มย่อยนั้น ล้วนแต่เป็นกลุ่มที่อยู่ภายใต้การดูแลของ FMIC (Fender Musical Instruments Corporation) ของอเมริกาทั้งหมด ซึ่งจะแตกต่างไปจาก Fender Japan

Fender Japan เป็นบริษัทที่ถูกแยกตัวออกมาจากสามกลุ่มด้านบน โดยเริ่มผลิตกีตาร์มาตั้งแต่ประมาณปี 1982 จนมาถึงปัจจุบัน โดยเป็นบริษัทในลักษณะคล้ายๆ กับการซื้อแบรนด์ลิขสิทธิ์ของ FMIC แล้วมาผลิตกีตาร์ในประเทศญี่ปุ่น เพื่อจำหน่ายให้กับคนญี่ปุ่นด้วยกันเอง ด้วยความเป็นเอกเทศของ Fender Japan จึงทำให้สามารถออกรุ่นแปลกๆ หรือสเปคพิเศษต่างๆ ออกมาได้เองโดยไม่ต้องง้อ FMIC รวมไปถึงการผลิตรุ่น Signature ของศิลปินต่างๆ ขึ้นมาเองด้วย ทำให้ Fender Japan ค่อนข้างจะมีกีตาร์ที่หลากหลายพอสมควร

ในด้านคุณภาพและราคานั้นก็ถือว่าน่าประทับใจ โดยส่วนตัวมองว่า Fender Japan นั้นมีมาตรฐานทางด้านคุณภาพและราคาใกล้เคียงกับ Fender Mexico แต่จะมีรุ่นแปลกๆ ให้เลือกมากมายกว่า (ความจริง Fender Mexico ก็มีรุ่นหลากหลายพอสมควร แต่ส่วนใหญ่ตัวแทนจำหน่ายของบ้านเราสั่งมาไม่กี่รุ่นเท่านั้นเอง) ซีรี่ย์ที่โด่งดังและมีชื่อเสียงมากๆ คือ Vintage Reissue จากปีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Strat และ Tele ซึ่งโดยตัวผมเองมี Fender Japan ครอบครองอยู่ก่อนหน้านี้แล้วสองตัวด้วยกันครับ แต่เป็นการซื้อมือสองมาจากภายในประเทศ ซึ่งกว่าจะหารุ่นและสีที่ต้องการได้นั้นก็ใช้เวลาและความลำบากมากพอดูทีเดียว ดังนั้นการมาเยือนญี่ปุ่นครั้งแรกนี้จึงได้ตั้งเป้าหมายไว้แล้วว่า ไหนๆ ก็มาเยือนถึงถิ่นแล้ว จะต้องมาหอบหิ้ว Fender Japan ซักตัวขึ้นเครื่องกลับบ้านไปให้ได้เลยเชียว

ถึงแม้ว่าผมจะชอบกีตาร์อยู่เป็นชีวิตจิตใจ แต่ก็ไม่ได้เตรียมข้อมูลเพื่อไปซื้อและเลือกดูกีตาร์ด้วยตัวเองหรอกนะครับ เนื่องจากไม่สันทัดเรื่องการท่องเที่ยวเท่าไหร่นัก และความพยายามในการเสิร์ชค้นข้อมูลเรื่องพวกนี้ในตอนก่อนออกเดินทางก็มีไม่มากเท่าไหร่ ก่อนไปก็ไม่ได้หวังว่าจะได้กีตาร์อะไรกลับมาเป็นจริงเป็นจังขนาดนี้ แต่ต้องยกเครดิตให้คุณแม่ของผมเองครับ ที่ใช้เวลาว่างเสิร์ชเว็บ Google ในช่วงก่อนเดินทางไปถึงแหล่งขายกีตาร์ในโตเกียวให้ผม จนกระทั่งได้ชื่อย่าน และวิธีการเดินทางไปด้วยรถไฟฟ้ามาจากอินเตอร์เน็ท ปรินท์ใส่กระดาษพกเก็บใส่กระเป๋าเอาไว้ และแล้วเศษกระดาษเหล่านี้มันก็นำพวกเราไปสู่จุดหมายจนได้ พร้อมแล้วเราไปเที่ยว Ochanomizu กันเลยครับ

ย้อนกลับไปในวันแรกของการเดินทาง ประมาณบ่ายสามโมง ทัวร์ที่พวกเราเดินทางไปด้วยเป็นกลุ่มของทีมในบริษัทของคุณพ่อ ประมาณ 40 คนเห็นจะได้ กำลังจะปล่อยให้ลูกทัวร์เดินเที่ยวบริเวณย่าน Harajuku ซึ่งเป็นแหล่งแฟชั่นของวัยรุ่น เต็มไปด้วยเสื้อผ้าแบรนด์ดังๆ มากมาย บวกกับบรรยากาศที่จะเห็นวัยรุ่นชาวญี่ปุ่นที่นี่เค้าแต่งตัวกันอย่างเต็มที่ (แต่เผอิญช่วงนั้นเป็นหน้าหนาว เลยไม่ค่อยได้เห็นเค้าแต่งกันเต็มที่มากเท่าไหร่) ไกด์แจ้งมาว่าจะให้เวลาเดินเล่นใน Harajuku เป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง ก่อนจะเดินทางไปต่อที่ Shinjuku เพื่อให้เลือกดูสินค้าช๊อปปิ้งกันอีกเกือบสองชั่วโมง

ในตอนนั้นพวกเราสามคน พ่อ แม่ ลูก ก็เลยไปขอไกด์แยกตัวออกจากกลุ่มที่ Harajuku เพื่อลุยเดี่ยวนั่งรถไฟฟ้าตรงไปยัง Ochanomizu เลย ซึ่งเป็นสถานที่ที่อยู่นอกโปรแกรมทัวร์ครับ



ภาพด้านบนเป็นบรรยากาศทางเข้าของสถานีรถไฟฟ้าใน Harajuku ครับ ผู้คนมากมายเหมือนที่เคยเห็นในการ์ตูนจริงๆ การซื้อตั๋วต้องซื้อจากตู้อัตโนมัติ ซึ่งไม่ยากมากนัก เพราะจะมีเมนูที่เป็นภาษาอังกฤษให้เลือกด้วย แต่ปัญหาคือเราจะต้องเลือกราคาค่าตั๋ว ไม่ใช่เลือกสถานีปลายทาง ซึ่งน่าจะดูเอาจากป้ายที่ติดไว้เอาได้ แต่เนื่องจากป้ายมันยุบยั่บ และงงมาก ผมเลยสอบถามจากเจ้าหน้าที่เค้าดีกว่า เจ้าหน้าที่รถไฟที่นี่พอฟังภาษาอังกฤษออก แต่ดูเหมือนจะพูดไม่คล่องนัก เค้าเลยใช้วิธีคลาสสิค กดเครื่องคิดเลขบอกราคาเอาว่า เดินทางจาก Harajuku ไปยัง Ochanomizu ค่าโดยสารคนละ 160 เยน



อันนี้เป็นแผนที่ Tokyo Subway จากแผนที่จะเห็นว่า เราต้องนั่งรถไฟสายสีเขียวจาก Harajuku ไปลงที่ Shinjuku ก่อน หลังจากนั้นค่ิอยต่อรถไฟสายสีส้มไปยัง Ochanomizu ครับ ทั้งหมดนี้อยู่ในราคา 160 เยน อยู่แล้วครับ เราก็ยึดเส้นทางตามแผนที่นี้นั่นแหละ



Shinjuku เป็นสถานีที่มีขนาดใหญ่และมีคนมากพอสมควร เมื่อไปถึง เราจะพบการทางแยกต่อรถไฟจำนวนมากมายทั้งรอบๆ ตัว ต้องมีขึ้นลงบันไดมากพอสมควร ชวนให้นึกถึงสถานี BTS ที่สยาม แต่ใหญ่และซับซ้อนกว่ามาก น่าแปลกที่ดูเหมือนว่าการหาทิศทางและสายขบวนรถไฟนั้นไม่ยากนัก เพราะมีการใช้สีเป็นตัวบอก ใครจะนั่งสายสีอะไร ก็เดินตามป้ายบอกไปทางนั้น เพียงแต่เลือกทิศทางให้ถูกต้องเท่านั้นเองครับ อย่างในกรณีนี้เราต้องนั่งรถไฟสาย Chou สีส้ม เพื่อไปต่อยัง Ochanomizu ก็มีป้ายบอกไว้ชัดเจน รู้สึกสบายใจทันทีว่ามาถูกทางแล้ว



ป้ายนำทางจะมีสีและตัวเลขบอกไว้ตลอดทาง พอมาถึงตำแหน่งรถไฟแล้วจะก็จะมีป้ายชื่อบอกสีและชื่อสายอีกครั้งแบบนี้ ตอนนี้เรามาถึงรถไฟสาย Chou สีส้มกันแล้วครับ เขียนไว้ชัดเจนเลยด้วย ว่าไปถึง Ochanomizu แน่ๆ



มองเลยป้ายนี้ไปหน่อยจะเห็นอีกป้ายนึงที่ทำให้งงเอาได้เหมือนกันครับ มันจะมีป้ายนี้อยู่ใกล้ๆ กันด้วย ซึ่งเส้นสายรถไฟดันเป็นสีเขียว แถมยังเขียนอีกแน่ะ ว่าไปที่ Yotsuya ซึ่งก็ไม่ต้องตกใจไปครับ เพราะจริงๆ มันจะมีอีกหนึ่งสถานีย่อยที่รถไฟสายนี้จะจอดก่อนไปถึง Ochanomizu ครับ



พอขึ้นมาบนรถไฟแล้วก็แหงนมองหน้าจอด้านบนก็จะเห็นครับว่าจาก Shinjuku มานั้น จะต้องผ่านอีกสามสี่สถานีย่อย แต่เนื่องจากเป็น Rapid Line จึงจะจอดเพียงอีกแค่ที่เดียวก็คือ Yotsuya นั่นแหละครับ จะมีเวลาประมาณบอกไว้ด้วยว่าอีกประมาณ 9 นาทีถึง



เมื่อมาถึงสถานี Ochanomizu จะพบว่า สถานีนี้เป็นสถานีขนาดกลาง ไม่ค่อยใหญ่เท่าไหร่นัก มีทางเข้าออกสองฝั่ง คือทางฝั่ง Hijiri Bashi กับทางฝั่ง Ochanomizu Bashi ก็ให้เดินออกมาทางฝั่ง Ochanomizu Bashi จะใกล้กับถนนที่มีร้านขายกีตาร์มากกว่า แต่ถ้าออกผิดทางก็ไม่เป็นไร เดินย้อนขึ้นมาอีกหน่อยก็ได้ครับ (ตอนผมออกก็ออกผิดฝั่งเหมือนกัน)


ภาพจากมุมสูงของบริเวณรอบๆ สถานี Ochanomizu



ภาพทางออกฝั่ง Ochanomizu จากเว็บ Ribee นะครับ ถ้าเรายืนหน้าทางออกจะเห็นภาพแบบนี้เลยครับ



ถ้าเราออกมาจากทางออกฝั่ง Ochanomizu แล้ว เราจะพบกับสามแยกขนาดใหญ่ ที่มองไปก็เห็นร้านกีตาร์เรียงรายอยู่ทั้งสองฝั่งถนนแบบนี้ครับ นอกจากนั้นวันนั้นผมเห็นพนักงานของบางร้านมายืนที่แยก พร้อมชูป้ายโปรโมชั่นของทางร้านด้วย เมื่อได้มาถึงแยกนี้แล้วก็รู้สึกร่างกายสดชื่น มีเรี่ยวมีแรงขึ้นมาทันทีทันใดเลยล่ะครับ พร้อมแล้วเราก็ได้เวลาเดินลุยไปตามถนนเส้นนี้กันครับ



ผมเองก็ไม่ทราบว่าในย่านนี้มีร้านกีตาร์ทั้งหมดกี่ร้านนะครับ เพราะถนนมันยาวและบางช่วงก็ไม่มีร้านกีตาร์ติดๆ กัน บางทีก็อาจต้องข้ามแยกใหญ่้ๆ ซึ่งทำให้ผมไม่อยากเดินลุยไปไกลเท่าไหร่ เพราะว่าในวันนี้มีคุณพ่อคุณแม่เดินไปด้วยตลอด ผมก็เลยมีโอกาสเดินดูบนถนนไปเป็นระยะทางประมาณ 300 เมตรเท่านั้น (ประมาณสองแยกไฟแดง) ลองดูภาพที่ผมไปเอามาจาก Google Map ได้ครับ จะเห็นว่าทางที่ผมเดินคือทางเส้นสีฟ้าที่ผมวาดไว้ โดยเริ่มจากสถานีที่ตัว S แล้วก็ไปสิ้นสุดที่ตัว F ครับ ซึ่งจากตรงนี้ก็จะผ่านร้านกีตาร์ประมาณสิบกว่าร้านได้ บางร้านใหญ่เล็กก็คละกันไปครับ



ร้านกีตาร์ที่นี่ส่วนใหญ่จะขายสินค้าหลายๆ ยี่ห้อในร้านเดียวกันเลย ไม่เหมือนกับของบ้านเราที่แต่ละร้านจะเป็นตัวแทนจำนวนของแบรนด์นั้นๆ ไปเลย คือถ้าอยากได้ Fender/Gibson ต้องไป Music Concept ถ้าอยากได้ Marshall ต้องไป Lucky Music อยากได้ Jim Dunlop/MXR ต้องไปบูเช่ อะไรทำนองนี้ แต่ที่นี้จะมีสินค้าหลากหลายแบรนด์ขายรวมอยู่ภายในร้านเดียวกันเลย รวมไปถึงมีสินค้ามือหนึ่งกับมือสองวางปะปนกันในโซนเดียวกันด้วยในบางร้าน ก็ต้องดูป้ายหรือสอบถามกันให้ดีๆ ล่ะครับ ที่แปลกหน่อยคือจะมีบางร้านขายสินค้าเฉพาะประเภทไปเลย อย่างบางร้านก็จะขายแค่เบสอย่างเดียว ไม่มีกีตาร์เลย บางร้านขายแต่แอมป์อะไรแบบนี้ ซึ่งถ้าเราเดินก็สามารถแวะได้ทุกร้าน ผมเองถ้าเห็นร้านไหนมี Fender เยอะๆ ก็จะแวะเข้าไปตลอดทั้งร้านเล็กร้านใหญ่ แต่เนื่องจากผมไม่สามารถถ่ายรูปภายในร้านได้ทุกร้าน ผมเลยเก็บภาพมาฝากกันแค่สองร้านเท่านั้นครับ

เริ่มต้นที่ร้านแรกกันก่อน ร้านนี้ชื่อว่า Shimokura สาขาสำนักงานใหญ่ ซึ่งเป็นร้านที่ใหญ่สุด และคนเยอะสุดในย่านนี้แล้ว เนื่องจากผมไม่ได้ถ่ายรูปหน้าร้านไว้ จึงขอนำภาพจากเว็บ Nimitguitar มาใช้นะครับ



ร้านนี้ขายแทบทุกอย่าง ทั้งกีตาร์หลากหลายเรนจ์ราคา มีหนังสือเกี่ยวกับดนตรีขายอยู่ด้วย ผมเหลือบไปเห็นหนังสือแคตตาล็อค Eric Clapton Crossroads Guitar Auction ของเมื่อปี 2004 วางขายอยู่ก็รีบตรงเข้าไปหวังจะซื้อติดไม้ติดมือกลับบ้านทันที เล่มนี้อยากได้มานานแล้ว จะเห็นก็แต่ในอินเตอร์เน็ท พอเห็นราคาก็รีบวางคืนแทบไม่ทัน เพราะว่าแคตตาล็อคเล่มนี้ราคาประมาณสองหมื่นเยน หรือประมาณเจ็ดพันกว่าบาท ว่าแล้วเก็บเงินไว้ซื้อกีตาร์ดีกว่า


หน้าปกของหนังสือแคตตาล็อค Eric Clapton Crossroads Guitar Auction ปี 2004 เห็นราคาขนาดนี้ ถึงอยากได้ขนาดไหนก็ซื้อไม่ลงจริงๆ ครับ

ร้านนี้คนเยอะมากจนพอเรียกได้ว่าต้องเบียดเสียดกันพอสมควรเลยทีเดียว ที่น่าแปลกใจนิดหน่อยคือ คนที่อยู่ในร้านดูกีตาร์อยู่นั้นเกือบครึ่งเป็นเด็กผู้หญิง!! ซึ่งเป็นเรื่องน่าแปลก เพราะผมแทบจะไม่เคยเห็นสาวๆ อยู่ในร้านกีตาร์ที่เมืองไทยเท่าไหร่นักเลย (ยกเว้นพวกที่มากับแฟน) แต่ถ้าเป็นร้านหรือโรงเรียนสอนอูคูเลเล่ล่ะก็ จะตรงข้ามกันเพราะแทบจะไม่มีผู้ชายเลย (ยกเว้นผู้ชายที่ตามแฟนของตัวเองมาเช่นกัน) อันนี้เป็นภาพบรรยากาศในร้านจากมุมสูงครับ ถ่ายมาจะเห็นด้านหน้าของร้านที่ขายกีตาร์ราคาปานกลาง คนเยอะแยะทีเดียว



อันนี้เป็นมุมขายแอมป์ ซึ่งมีแอมป์ขนาดเล็กวางเรียงรายกันอยู่เพียบ ตรงกลางก็มีเอฟเฟคต์ด้วยครับ



พอขึ้นลงมาที่ชั้นใต้ดินจะเป็นโซนของพวก Fender US/Mexico แล้ว ซึ่งทั้งแขวนและวางโชว์กันอย่างเต็มที่มากจนแทบตาลาย



หมุนตัวไปอีกด้านนึงก็จะพบกับ Gibson จำนวนมากมายเรียงรายอยู่ สี Sunburst ลายตามาก ดูราคาแต่ละตัวสิครับ!! แต่โดยรวมถึงว่ายังไงก็ราคาถูกกว่าซื้อที่เมืองไทยพอสมควรครับ ถ้าใครตั้งเป้าจะซื้อ Gibson ราคาแพงๆ ซักตัวแล้วมาถึงที่นี่แล้วก็คุ้มค่ามากครับที่จะหิ้วกลับไป



ถ้าเราลงไปถึงชั้นใต้ดินล่างสุด จะเป็นศูนย์รวมของกีตาร์ราคาแพงสุดของร้านนี้ ไม่ว่าจะเป็น Fender Custom Shop หรือ Gibson Custom เสียดายที่ผมมัวแต่ตกตะลึงจนลืมถ่ายรูปของตรงนี้มาซะได้ แต่ในส่วนนี้เค้าจะมีกระจกแผ่นกั้น ไม่ให้เราหยิบกีตาร์ออกมาแล้วครับ เท่าที่ผมจำได้คือเห็น Eric Clapton Model ที่เป็น Custom Shop อยู่สองสามตัวเลย ผมได้ถ่ายภาพแอมป์ Marshall กับภาพของเหล่าศิลปินต่างๆ ที่อยู่ในชั้นนี้มาฝากแทนครับผม



ร้านที่สองที่ผมจะพามาชม ก็เป็นร้าน Shinmokura เหมือนกันครับ แต่เป็นสาขาสอง ซึ่งถ้าเป็นป้ายหน้าร้านเค้าจะเขียนไว้ว่า "Part 2" ซึ่งก็แปลกดีเหมือนกัน ร้านนี้จะเป็นร้านไม่ใหญ่มาก ขนาดเป็นตึกแถวห้องเดียว แต่มีชั้นสองชั้นสามด้วย ผมเองไม่ได้ขึ้นไปดูชั้นบนๆ เพราะเป็นอคูสติกกีตาร์ ส่วนชั้นแรกนั้นส่วนใหญ่จะเป็นกีตาร์ไฟฟ้ามือสอง ซึ่งแน่นอนว่าราคาจะย่อมเยาและเป็นมิตรกับผมมากกว่า และผมก็ได้กีตาร์หิ้วขึ้นเครื่องกลับบ้านจากร้านนี้เองครับ

ร้าน Shimokura สาขาสองนี้ ถ้าเดินมาจากทางสถานีรถไฟฟ้า Ochanomizu ทางถนนฝั่งซ้าย เราจะเจอกับร้านนี้เป็นร้านแรกเลยครับ ร้านนี้เป็นห้องมุมด้วย เลยมีพื้นที่ให้โชว์ของด้านนอก แต่ที่โชว์อยู่ด้านนอกจะเป็นกีตาร์ราคาย่อมเยาเสียมากกว่าครับ



ภายในร้านมีเอฟเฟคต์กีตาร์ด้วย ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นของมือหนึ่งหรือของมือสอง แต่สภาพภายนอกดูดีมาก จะเห็นได้เลยว่าคนญี่ปุ่นเค้าค่อนข้างใช้ของถนอมมากจริงๆ หรือไม่ก็คือขายของทิ้งตั้งแต่ยังไม่เก่าเลย



มุมนี้เป็น Strat มือสองล้วนๆ เลย ส่วนใหญ่จะเป็น Fender Japan เห็น Strat Re' 57 แต่ละตัวสภาพงามๆ ทั้งนั้น ถ้าดูจากราคานี้จะเห็นว่าขายถูกกว่าบ้านเราพอสมควร ส่วนใหญ่ถ้าแปลงเป็นเงินบาทแล้วจะอยู่ประมาณหมื่นต้นๆ ในขณะที่บ้านเราอาจจะเป็นหมื่นกลางๆ หรือหมื่นปลายๆ มากกว่า งานนี้ถ้าใครอยากได้ Strat ก็สอยไปได้เลยไม่ต้องลังเลครับ



ป้ายสินค้าค่อนข้างบอกรายละเอียดดีมากๆ บอกถึงปิ๊คอัพ และปีที่ผลิตกันเลย ชื่อรุ่นก็ตรงไปตรงมาชัดเจนสุดๆ ในกรณีที่คุณมีพื้นฐานกับรุ่นต่างๆ ของ Fender Japan อยู่แล้ว แทบไม่ต้องสอบถามรายละเอียดหรือสเปคกีตาร์กับพนักงานเลย ดูแค่สภาพกับราคาอย่างเดียวก็พอแล้ว



Les Paul มือสองก็มีให้เลือกมากมาย แต่ละตัวใหม่และสภาพขั้นเทพจริงๆ (คำเตือน: โปรดดูป้ายราคาให้พอดีกับเงินในกระเป๋าของท่านก่อนตัดสินใจซื้อ Gibson Les Paul)



มาที่เป้าหมายของผมบ้างดีกว่าครับ ผมมาคราวนี้ตั้งใจมาค่อนข้างแน่วแน่อยู่แล้วว่าจะมาหิ้ว Telecaster Re '52 งามๆ กลับบ้านไปซักตัว เพราะ Strat ที่บ้านมีอยู่แล้วถึงสี่ตัว จะซื้อกลับไปอีกเป็นตัวที่ห้าก็กระไรอยู่ แถมช่วงนี้ยังติด Telecaster เป็นชีวิตจิตใจ ซึ่งถ้าเห็นจากกีตาร์ที่วางแขวนกันอยู่มุมนี้แล้วก็คงไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะเป็นตัวไหนที่โดนหิ้วกลับบ้านไป ไม่ต้องตกใจครับว่าทำไมมันไม่มีป้ายราคา เพราะป้ายของตัวนี้โดนพนักงานร้านเค้าดึงออกไปวางไว้ที่เคาท์เตอร์คิดเลยเรียบร้อยแล้วครับ



ป้ายราคาตัวจริงอยู่ที่นี่ครับ กีตาร์ Fender Japan Telecaster TL-52TX มือสอง ราคา 58,000 เยน คิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 22,000 บาท แต่มีส่วนลดในเรื่องของ Tax Refund อีก 5% เนื่องจากเป็นนักท่องเที่ยว ซึ่งเราต้องเรียกรับสิทธิ์ตรงนี้นะครับ โดยการบอกพร้อมยื่นพาสปอร์ตให้เค้าดู เค้าก็จะเข้าใจทันทีครับ เป็นอันว่าลดไปได้ีอีกประมาณพันบาท เหลือราคาอยู่ที่ 21,000 บาทครับ กีตาร์ตัวนี้สภาพค่อนข้างใหม่แทบทุกส่วน ยกเว้นด้านหลังของบอดี้จะมีรอยกระแทะผิวเนื้อไม้ด้านนอกเสียหายนิดหน่อย ซึ่งไม่เป็นปัญหาสำหรับผมครับ เพราะรอยอยู่ด้านหลัง และไม่มีผลใดๆ ต่อเสียง และด้วยความที่กีตาร์ตัวนี้เป็นรุ่น TL-52TX นั่นก็แปลว่ากีตาร์ตัวนี้ติดตั้ง Pickup Texas Special มาด้วยตั้งแต่โรงงานเลยครับ ก็จะได้เอาท์พุตที่แรงและเสียงที่หนากว่ากีตาร์ Telecaster แบบวินเทจทั่วไปครับ



ในที่สุดก็ได้หิ้วกีตาร์จากญี่ปุ่นขึ้นเครื่องกลับบ้านสมใจอยากซะทีครับ ทางร้านเค้าแถม Soft Case มาให้ด้วยบางๆ หนึ่งถุง เพราะผมบอกเค้าว่าต้องหิ้วขึ้นเครื่องครับ พอได้กีตาร์เสร็จแล้วผมกับคุณพ่อคุณแม่ก็ต้องรีบบึ่งลงรถไฟฟ้ากลับไปที่ Shinjuku อย่างด่วนเลยครับ เนื่องจากจวนถึงเวลาที่ทางทัวร์เค้านัดไว้แล้ว ทำให้ขากลับคุณแม่ผมอดแวะดูเครื่องสำอางค์ใน Shinjuku เลย เพราะผมดูกีตาร์ที่ Ochanomizu อย่างเดียวก็หมดไปสองชั่วโมงแล้ว (นี่ยังเดินได้ไม่ครบถึงครึ่งเลยด้วยซ้ำ)



วันกลับตอนโหลดกระเป๋าที่สนามบินคันไซในโอซาก้า ผมก็โหลดกระเป๋าเดินทางตามปรกติ แต่ผมสะพายกีตาร์ตัวนี้อยู่บนหลังด้วย แอร์กราวน์ของการบินไทย (ซึ่งเป็นคนญี่ปุ่นและพูดไทยไม่ได้) ได้ทักบอกผมว่า อันที่จริงตามกฎเนี่ย ผมไม่สามารถหิ้วกีตาร์ไปที่ห้องผู้โดยสารได้ เนื่องจากขนาดใหญ่เกินไป แต่อย่างไรก็ดีก่อนขึ้นเครื่องที่ Gate ให้ลองติดต่อสอบถามกับเจ้าหน้าที่ดูว่าจะอนุโลมได้ไหม ผมก็เริ่มชักเสียวๆ ละว่ากีตาร์ตัวนี้จะโดนโหลดขึ้นเครื่องในนาทีสุดท้ายด้วยสภาพที่มีเพียง Soft Case บางๆ ห่อหุ้มหรือเปล่า แต่ในที่สุดพอถึง Gate ผมก็เดินไปติดต่อแอร์กราวน์ของการบินไทยบริเวณนั้น (ซึ่งก็เป็นคนญี่ปุ่นและพูดไทยไม่ได้เหมือนเดิม) และเค้าก็ขอหิ้วกีตาร์ตัวนี้เดินไปให้ใครซักคนในเครื่องดู ผมยืนรอลุ้นที่ Gate อย่างใจจดใจจ่อ และแล้วแอร์คนนี้ก็ออกมาพร้อมกับบอกว่า "You can take the guitar to the cabin." ค่อยยังชั่วหน่อยครับ และแล้วผมก็ยิ้มหวานไปให้แอร์กราวน์สาวชาวญี่ปุ่นคนนี้ไปหนึ่งที

หวังว่าข้อมูลต่างๆ เหล่านี้คงจะเป็นประโยชน์ให้กับผู้ที่อยากจะไปดู หรือไปหิ้วกีตาร์กลับมาจากญี่ปุ่นได้ไม่มากก็น้อยนะครับ ผมเองต้องบอกว่ามีความสุขมากที่ได้เดินอยู่ใน Ochanomizu ในเวลาสองชั่วโมงนี้ และถือเป็นสองชั่วโมงที่คุ้มค่าที่สุดของการเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นเจ็ดวันในครั้งนี้เลยครับ ยังไงผมตั้งใจว่าจะต้องแวะไปเที่ยวที่นี่อีกแน่นอนครับ ใครชอบกีตาร์รับรองไม่ผิดหวังครับ

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณ คุณแม่ของผมเองครับ ที่เป็นคนเสาะหาชื่อย่านและแผนที่วิธีการไปที่ Ochanomizu ให้ผม ด้วยการเสิร์ช Google อยู่หลายวันครับ แล้วเจอกันใหม่นะ ... Ochanomizu

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14 พฤษภาคม 2012 | 08:38:04 AM โดย Layla F Mulder » บันทึกการเข้า

 
Tsundere (ツンデレ?) (pronounced /(t)sʌnˈdɪə(r)/ in English or /t͡sun.de.ɽe/ in Japanese) is a Japanese concept of a character archetype which describes a person with a conceited, irritable, and/or violent personality that suddenly becomes modest and loving when triggered by some sort of cause (such as being alone with someone)
panyarak
The Snow Goose
**********
กระทู้: 9716



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: 13 พฤษภาคม 2012 | 10:21:14 PM »

เห็นแล้วคิดถึงร้านเครื่องดนตรีเหล่านี้จัง เมื่อก่อนผมก็ไปเดินเล่นตามร้านเหล่านี้บ่อยๆ บางครั้งก็พานักดนตรีไทยไปซื้อ เห็นแล้วก็อยากได้ไปหมด เครื่องดนตรีทุกชิ้นต่อรองราคาได้นะครับ ส่วนใหญ่ผมก็บอกว่า ให้บอก final price ที่เขาลดได้มากทึ่สุดมาเลย เพราะขี้เกียจต่อ
บันทึกการเข้า

♫ phil_wc ♫
Phi
Blade Runner
*****
เพศ: ชาย
กระทู้: 2083


นักดนตรีบ้าบอ

chupawicht@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: 14 พฤษภาคม 2012 | 03:45:14 AM »

กรี๊ด เห็นแล้วอยากไปเที่ยวญี่ปุ่นอีกจัง ดูสาว ยิ้มกว้างๆ
บันทึกการเข้า

JKNoremorse
Voyage Of The Acolyte
*********
เพศ: ชาย
กระทู้: 4654


8 years later, woke up with two kids

jknoremorse@hotmail.com
ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: 10 ธันวาคม 2012 | 08:56:29 PM »

เพิ่งมาเจอกระทู้นี้ของบาส  ยิ้มกว้างๆ

2 ชั่วโมงไม่พอจริง ๆ ครับ ครึ่งวันยังไม่รู้จะพอรึเปล่า Ochanomizu ตอนที่ผมไปก็จะเป็นแหล่งขายอุปกรณ์ดนตรี
และเป็นแหล่งมหาลัย ตอนที่ผมไปที่นั่น แค่ไปหาร้านขายซีดี bootleg live ตามลายแทงของพี่ตั้มครับ ออกมาจาก
สถานีรถไปซักแป๊บก็เจอเลย

พอบาสเล่ามา ... ก็ทำให้คิดถึงที่นั่นอีกครั้งครับ

http://www.thaiprog.net/webboard/index.php?topic=2548.75
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
พิมพ์
กระโดดไป:  

ThaiProg.net Ver 4.0 by tisanai,Shineon,kongbei
Top 10 Best Sellers in Kindle eBooks Reviewer 2016 Top 10 Best Sellers In Automotive Parts And Accessories Reviewer 2016 Top 10 Best Sellers in Tools and Home Improvement Under $10, Reviewer 2016
Top 10 Best Sellers in Clothing for 2017 Top 10 Best Sellers in Clothing Best Sellers in Clothing
Top 10 Best Sellers in Books reviewer 2017 Top 10 Best Sellers in Books Best Sellers in Books
Top 10 Best Sellers In Best Sellers In Grocery Reviewer 2017 Top 10 Best Sellers In Best Sellers In Grocery Best Sellers In Grocery